| Profil de PAWINFact Or FictionBlogListes | Aide |
|
|
Fact Or FictionAll of my facts just only your fictions that is a fact not fiction. 14 juin ไม่เข้าใจจะอีกกี่ครั้งที่เป็นแบบนี้ เราไม่เคยเข้าใจ...จะเข้าใจ..เข้าใจความสุขซะจริงๆ
เมื่อไหร่ที่เค้าเรียกว่าความสุข ความสุขนั้น........มันคืออะไร มันจะใช่...ช่วงเวลาแห่งการผ่านความทุกข์ยากมาอย่างนั้นเหรอ? เมื่อ...มันเป็นแค่ การรู้สึกโล่ง กับความทุกข์ แล้วมันสุขตรงไหน ใครที่อยากตอบบ้างว่า สุขอยู่ที่ใจ แล้วคุณทำใจแบบไหนเล่า ทำแบบไหนที่จะรังสรรค์ความสุข ทำที่ตัวเองสบายใจงั้นเหรอ? เมื่อ...สิ่งที่ทำ มันแค่กระจายความทุกข์ใจ ร้อนใจ ออกไปรอบข้าง หรือ การทำให้รอบข้างแย่ลง จนคุณรู้สึกดี มัน...อนิยาม ก็..แค่เรารู้สึกทึกทักกันไปเอง มันก็ก็แค่ ความรู้สึกแบบสัมพัทธ์ เพียงเท่านั้น ไม่ต่างกัน กับการโชคดี เราโชคดีได้ เพราะมีคนรอบข้างแย่กว่าเรา เราก็เลยโชคดี อยากจะให้ผมทำอย่างนั้นบ้างไหม ทำให้พวกคุณรู้สึกแย่ ทำให้พวกคุณดูด้อยกว่าผม เพื่อให้ผมดูมีความสุข ไม่ต้องใส่ใจคุณจะทุกข์แค่ไหน เมื่อคุณยังมองข้ามผมไปเลย จะให้ผมมองข้ามคุณบ้างไหม ใช่...ผม ผมมันก็แค่คนที่ยึดกับภาพอดีต วันนั้น เวลานั้น แต่เคยคิดกันบ้างไหม ว่าใคร ใครกันที่ทิ้งมันไป ออ...ใช่สิ ผมลืมไป คุณไม่เคยเห็นความสำคัญตั้งแต่ต้น วันแรกวันนั้น ที่ผมเตือน คุณรับ มันก็แค่สัญญาส่งๆ สุดท้ายแล้วคุณก็เลือกที่จะไป ขาดซึ่งความสัตย์สิ้นดี เวลาที่ผ่าน มันจะสุดท้ายแล้ว สุดท้ายของช่วงเวลา ก่อนที่เส้นทางทุกเส้นจะกระจัดกระจายจากกันไป แล้วเราก็พลาด มันคงเกินกว่าจะไขว่คว้า เกินกว่าจะเรียกมันซะแล้ว ผม...ไม่หวังอะไรอีกแล้ว ผม...ก็คงไม่รู้ถึงความสุขอีกแล้ว เมื่อผมยังไม่สามารถทึกทักได้เลย ว่าวันนี้ดีกว่าวันวาน..... ก็แค่คนจมปลัก แล้วยังไง? กับคนที่ลืมได้ทุกอย่าง นั่นสิ...นักวิ่งจะวิ่งให้เร็วต้องไม่เหลียวหลังงั้นสินะ สิ่งที่จบ ก็เป็น ต่างคนต่างเดิน ง่ายดี ห่วงแค่ตัวเอง รีบเดินเถอะ วิ่งเลยก็ได้ วิ่งไปยิ่งเยอะยิ่งดี สิ่งที่เราควรทำก็แค่ดูความสำเร็จของคุณ ไม่ใช่คนที่จะไปมองจากด้านข้าง เราได้แต่มองจากด้านหลัง ถ้าเช่นนั้น ก็ทำไป เดินไป วิ่งไป บนเส้นทางคุณ อย่าเหลียวหลังกลับมานะ อย่าคิดนะ อย่าทำอย่างนั้นนะ ไม่ต้องกลับมามองหรอก วันที่คุณจะคิดถึง เพราะไม่มีใครจะยืนอยู่แล้ว ไม่มีใครแม้กระทั่งข้างๆ พร่ำเรียกไปเถอะ กับผมที่อยู่ข้างหน้า แล้วผมจะหันมายิ้มเยอะ ผม...ไม่เสียเวลาเดินของผมหรอก ผมไม่จำเป็นต้องเดินกลับมา ผม...จะบอกคุณเหมือนกับที่คุณเคยบอกผม แล้วผม...จะเดินจากไป เหมือนอย่างที่คุณทำ วันเวลาที่ผม ถึงเส้นขัยสักเส้น ผมก้าวได้แค่นี้ หันมาได้ไหม กลับมายินดีกับเรา เมื่อไม่ได้มันก็ไม่ใช่เรื่องของผม ที่จะไปฉุดรั้งคุณ ไปเรียกคุณ แล้วผมจะก้มหน้าก้มตาเดิน อย่าล้มก็แล้วกัน อย่าให้ผมได้แซงหน้า ไม่ไม่ลากคุณไป ไม่ฉุดคุณขึ้นแน่นอน ก็คุณไม่เคยที่จะเหลียงมองผมอยู่แล้วนี่ ถ้าผมพูดแล้วไม่เคยคิดจะฟัง คุณจะเป็นคนที่สอง ที่ผมจะโกรธ อย่าคิดเลยว่าที่ผ่านมามันคือโกรธ มันแค่ความหงุดหงิก ไม่พอใจ ถ้าเราโกรธคุณแต่แรก ผมคงไม่อดทนจนวินาทีนี้หรอก ไม่อ่าน ไม่คิด ไม่เป็นไร ผมถือว่าผมบอกแล้ว 9 mai แล้วแต่จะคิดแล้วกันเอาว่าเรื่องนี้ถือว่าเราน้อยใจแล้วกัน ทำไปก็เท่านั้นอยู่แล้วนี่ เมื่อเวลาที่คนเราเดินไปข้างหน้า ก็ต้องมุ่งมั่นที่จะเดินมันต่อไป ไขว่คว้าเอาจุดที่สูงที่สุด ย่อมต้องไม่มองข้างหลังอย่างแน่นอน ในแวบที่หันกลับไปมองข้างหลัง ใจหนึ่งก็คิดว่ามาได้มากแล้ว เหนื่อยแล้ว พอเถอะ ทำได้แค่นี้ก็ดีถมไป อีกใจก็คิดกลัวทางที่ตัวเองเดินผ่านมา กลัวจะต้องกลับไป เพราะที่เราอยู่มันไกล มันสูง แล้วก็ไม่หลังหลังกลับมา แต่จะมีใครที่จะรู้ว่า เส้นทางที่คุณผ่านมาข้างหลัง คุณกรุยทางมาขนาดไหน ลุยมาแค่ไหน มันก็ต้องเป็นทางที่สวยงามสำหรับคุณแน่นอน เพราะคุณเป็นคนสร้างขึ้นมาจากตัวคุณเอง เส้นที่ตัดผ่านมาทางของคุณก็คงไม่รู้สินะว่ามันเป็นทางของใคร หรือ เป็นทางแยกสำหรับคุณ แต่สิ่งที่น่าแปลกประหลาดก็คือคุณพบกับคนอีกหลายๆคนตรงนั้น แล้วก็แยกย้ายจากกันออกไป จะได้พบกันอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะนั่นไม่ใช่คนที่ร่วมสายอาชีพเดียวกับคุณแน่นอน สำหรับคนที่สายอาชีพเดียวกันก็อยู่ที่ใครจะเป็นคนวิ่งได้เร็วกว่ากัน ก็ไปข้างหน้าได้มากกว่าก็เท่านั้น ทุกๆอย่างเมื่อมันมาพบกันได้ก็ย่อมมีจากกันได้ คนที่ตัดผ่านทางของคุณ ก็แยกและหายไป คนที่อยู่สายเดียวกัน ก็วิ่งอาจจะช้า หรือจะเร็วกว่าคุณ ก็แยกจากกันอยู่ดี แม้ว่าจะเริ่มต้นที่เดียวกัน ใครจะหมดแรงตรงไหน ตกข้างทางตรงไหน มันก็ไม่ได้สำคัญกับทางของคุณอยู่แล้ว เพราะคุณต้องเดินไปข้างหน้า ไม่มีเวลาหรอกที่จะหวนกลับมา หรือ มองคนที่ล้มลง หรือ ตกข้างทาง เรื่องนี้คงไม่ต้องให้คำแปลมั้ง ไปคิดเองก็แล้วกัน มีทริปกลุ่มคงไม่เกินอีก2ครั้ง ที่จะได้ไปแบบไม่มีภาระ หวังว่าจะไปกันได้ครบ เพราะ2ปีมานี้ ไม่ครบตลอด meetingกลุ่ม จริงก็อยากได้แค่กลุ่มเรานะ แล้วก็รับรู้เรื่องนี้ก็แล้วกัน เราไม่เอาไปพูดที่ชะอำแล้ว เรารู้ว่าเทพ กับ ม่อน คงจะเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าคนอื่นมากทีเดียวเพราะมันมีภาระเกิดขึ้นแล้ว ปีหน้าทุกคนคงได้ไปเที่ยวร่วมกัน แม้ว่าอาจจะมีคนจบ5ปีบ้าง แต่ก็ถือว่าเลี้ยงฉลองที่ทุกคนจบมหาวิทยาลัย มีคนที่แยกย้ายไปทำงาน และมีคนที่เรียนต่อ ก็คงต้องมีคนที่ไปต่างประเทศ ต่างคนต่างมุ่งมั่นที่จะสร้างชีวิตและครอบครัว เวลาผ่านไป ก็หลายปีอยู่ได้ข่าวดีไม่ก็ข่าวร้ายกับการเลี้ยงรุ่นครั้งที่1 ไม่ใครสักคนแต่งาน ก็ยังไม่พ้นเรื่องคนสำคัญในครอบครัว ซึ่งก็ไม่ใช่meetingกลุ่มอยู่ดี ก็คงสลับกันไปบ้าง พอถึงจุดที่อยู่ตัว ก็มีครอบครัวที่แน่นอน ถ้าไม่ไปสังสรรค์หลายๆครอบครัว เพราะลูกยังเล็ก หรือ ไม่ได้รับอนุญาติ ก็ตาม ก็ไม่ใช่ทริปกลุ่มอีกอยู่ดี ถึงไปครบคุณก็มีห่วง... แล้วสุดท้ายงานเลี้ยงรุ่นอีกรอบที่คนจะเยอะที่สุดก็ตอนที่มีใครสักคนเป็นอะไรไปนั่นแหละ เพราะจะน้อยลงทีละคนๆ เลี้ยงกลุ่มครั้งสุดท้ายก็คงก่อนแยกย้ายกันไปเกิดใหม่ ไม่ก็ใช้กรรม 29 octobre บันทึกค่ายยุวพุทธ(หลักสูตรเขมมักบารมี)เป็นหลักสูตร 7คืน 8วัน ที่เราไปมาช่วงที่หลายๆคนอาจจะเล่นDot อ่านหนังสือ เที่ยว ไปopen can ก็ตามที หรือแม้กระทั่งปั่นโปรเจคส่งก็สุดแล้วแต่ ก็อยากจะมาเล่า แล้วก็อนุโมทนาบุญล่วงหน้ากับผู้ที่คิดจะไป รวมถึง ก็อุทิศส่วนบุญกุศลให้ พ่อของวีรเกียรติ เสวตวิวัฒน์(ทัตเทพ [GreanInw]/ฟุ๊/เทพ)ด้วย เนื่องด้วยครบ100วันหลังจากท่านเสีย เริ่มไปในวันที่21 ตุลาคม เป็นวันที่ เทพทำบุญบ้านพอดีก็อยากไปแหละนะ แต่ก็ต้องมายุวพุทธ ครึ่งวันแรกผ่านไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการปฐมนิเทศที่เกิดขึ้น พร้อมกับการถูกสอบถามว่า มาจากที่ไหน และคิดอย่างไรถึงมา/สมัครใจ? เราก็แนะนำตัวและ ก็ตอบไปตามที่คิดคือ.. เต็มใจมา รวมถึง เหตุจูงใจคือ เทพ นี่แหละ เพราะหลังกลับไป(ก่อนที่จะกลับเป็นเหมือนเดิม) ก็เห็นอะไรหลายๆอย่างที่เปลี่ยนไป เราก็ยังไม่รู้ว่าเรายังคงรักษามันได้หรือเปล่ากับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในตัวเรา อย่างน้อยเราก็เชื่อว่าเราคงใจเย็นขึ้นกว่าเดิมเยอะและไม่กล้าที่จะหลอกให้ตัวเองเข้มแข็งโดยใช้อารมณ์เป็นพื้นฐาน อย่างที่เคยบอกไป เราก็เป็นได้แค่ คนที่อ่อนโยนและอ่อนแอก็เท่านั้น แต่..เราจะทำให้เหลือแต่คำว่าอ่อนโยนอย่างเดียว แต่ไม่ได้โดยวิธีที่อุปโหลกขึ้น เราตอบท่านวิทยากรไปว่า เพราะผมเห็นเพื่อนผมที่มาแล้วกลับไปมีอะไรเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหลายอย่าง รวมถึงเราเชื่อว่า เราจะได้ความรู้ตัวกลับไป เวลาก็ล่วงเลยจนถึงข้าวกลางวัน มื้อแรกก็รู้ว่า เป็นอาหารมังสวิรัติ อาการตระหนกในใจก็เริ่มขึ้น [ขออภัยหากใช้ศัพท์หยาบคาย เนื่องจากเป็นความคิดในใจ] "เอาแล้วกู เพิ่งออกเจมา เสาร์กลางวันก็เหมากับข้าวเจที่ยังเหลือ เพิ่งได้ชอ มา1มื้อ เช้าก็ยังเจ เพราะขนมปังเหลือ เจอมังสะวิรัติอีก 21 มื้อ - -" "อาจถึงขั้นgg กันเลยทีเดียว บ่ายขึ้นไปอาราธนาศีลพร้อมกับน้อมนับการปฏิบัติ เออ..ก็เริ่มจากบัลลังค์ที่1 (บัลลังค์คือ ลักษณะนามที่ใช้เรียกการเดินจงกรม1ครั้ง ร่วมกับ นั่งสมาธิ1ครั้ง และจะขอใช้คำว่าเดิน แทน เดินจงกรม และนั่งแทนนั่งสมาธิ) เดิน10นาที นั่ง10นาที ก็นั่งได้สบายๆ ชิวๆ ขาปวดนิดหน่อยไปเป็นไรมากมาย แต่ยังปวดอยู่หลังจากการนั่งท่าเทพบุตร กว่า25นาที (มีคนจับเวลาให้ แต่ในความคิดเราคือห้ามดูเวลา เพราะจะยิ่งหลอกหลอนให้หมดกำลังใจ และ จะไม่รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว) แน่นอนจากการเรียนจากพี่เลอสรรค์(พี่เลอ ประธานเชียร์ปี48 หมอที่เรารบกวนให้บีบเส้นให้เรามาตลอดช่วงที่เกิดอาการปวดที่จุฬา) จึงพอจะหาเส้นเจอ และบีบจนหาย แล้วก็....ได้รับเลือกจากอาจารย์ให้เป็นหัวหน้าโยคี!!! (โยคี คือ สรรพนามเรียกกลุ่มของผู้มาปฏิบัติวปัสนากรรมฐาน เพื่อลดละกิเลส) จริงแล้วเราก็อยากรู้แต่ไม่อยากถามว่า..ทำไมเป็นเรา? แต่เอาเถอะก็ต้องรับแหละนะ และแล้วเวลาข้าวเย็นก็มาถึง..มื้อแรกที่จะทานข้าวด้วยสติ มันน่าตื่นเต้นมากเลยทีเดียว+ความลนอีกเช่นเคย กลัวไปเรื่อยว่าต้องนำสวด/ไหนจะตอนเช้าอารธนาศีลอีก ให้เรานั่งท่าเทพบุตรวันละ25นาทีเช้า กับ 15นาทีเย็นนี่ท่าจะไม่ไหวนะ แต่แล้วก็โอเคแหละน่า ไม่ต้องนำก็รอดตัวไป มื้อนี้เป็น มาม่าผัด ก็กินเพื่อความอยู่รอดแหละคับ ไม่งั้นอดตาย กลางคืนได้แค่นม+น้ำ ก็สวดมนต์ ปฏิบัติการเดินและนั่ง แล้วก็เข้านอน ได้ผ้าห่มมา1ผืน ผ้าคลุมเตียง ปลอกหมอน เราได้ตำแหน่งที่ดีมากกกกกกก หลายๆคนคงรู้ว่าเรานอนที่แอร์ตกไม่ได้ เราก็จับเอาผ้าคลุมเตียงทำผ้าห่มด้วยเลย หนาวได้ใจมาก หลับตอนเขามาปิดแอร์ แต่..เปิดพัดลมแทน!! ประมาณตี1ได้ -*- อันนี้gg วันที่2 เช้าตื่นตี4ครึ่ง ด้วยเสียงกริ่งมรณะ(ได้แต่บริกรรมว่า ตกใจหนอเลยทีเดียว) แล้วอาบน้ำ แน่นอนไม่มีน้ำอุ่น แต่ก็ต้องอาบ ตายเป็นตาย ไม่มีทางถอยอยู่แล้ว เพิ่งอดนอนนิดหน่อยวันแรกก ไม่เป็นไรหรอก+ไฟยังแรก ไม่ใช่ไฟราคะนะเออ ปฏิบัติตามนิสัย+styleเราแหละ ตั้งใจเวอร์ๆ ในใจก็คิดว่าได้ผัดไทคงดี แล้วเย็นั้นก็ผัดไท อันนี้จะเห็นได้ว่าเริ่มกลับแนว เทคโนโลยีทาง(การกิน)อาหารอีกครั้ง ออใช่วันนี้ขยับเวลาเป็น15-20 นาที ในการปฏบัติ 1 บัลลังค์ ตกดึกก็นอน คราวนี้ได้เวลาใช้กรรมเก่า(อันนี้คิได้หลังจากผ่านมาหลายวันแล้ว ว่าทำไมเราถึงต้องหนาวแบบนี้) คือ..วันนี้เปิดแอร์แล้ว..เปิดพัดลมไปด้วย เพลียแต่..นอนไม่ได้อะ มันหนาวววววววววววววว.......... ก็ขอเล่าความหลังครั้งยังเยาว์ คือ มันคงเป็นกรรมนี้แหละที่เกี่ยวกะความเย็นที่เป็นบาปที่ร้ายแรงสำหรับเรา น้ำแข็งแห้งมันเย็นจนกัดมือ ทีนี้เราก็อยากรู้อยากลอง บังเอิญมีกิ้งกือโชคร้าย เราก็เลยลองเอาน้ำแข็งแห้ง โยนใส่มัน มันก็ขดตัวตามปกติ แต่เราก็ยังโยนไปอีกก้อนจนมันตาย ออ มื้อเย็นได้ผัดไท วันที่3 ตื่นเวลาเดิม ง่วงสุดขีดดดด ไม่ไหวแล้ววว อยากนอนมากก ข้าวเช้าผ่านไปด้วยข้าว้อมเครื่อง ใส่เผือก ก็รีบมานอน ก็พอจะดีขึ้นบ้าง เข้าสู่บัลัลงค์หลังข้าวเที่ยง แน่นอนว่า เราหลับชัวร์ ปกติก็จะรู้ว่าเราจะง่วงหลังข้าวเที่ยงอยู่แล้ว รวมถึงนี่ก็เลยวูบ กำลังใจของวันนี้คำไว้อย่างแน่นหนา เรื่องบ้านแช้มป์+หน้าที่หัวหน้าโยคี คืนนี้หนาวก็หลับ พอได้น่า แม้ว่าข้าวเย็นจะเจอสิ่งที่ไม่ค่อยพึงปรารถนาเท่าไหร่คือเราก็คิดไปเรื่องว่าจานเดียวจะทำไบ้างก็คิอถึงผัดซีอิ้ว แล้วมัน..ก็มา วันที่4 ครึ่งทางของการฝึก ไหงกำลังใจไปไหนหมดเริ่มรู้ว่าที่ผ่านมามันยาวนาน เลยสติแตกตั้งใจว่า ใครก็ตามชวนคุย คุยหมดเลย แต่แล้วก็..ไม่มีใครชวนคุย ไอ้เราก็ไม่อยากคุยกะคนอื่นหรอกนะกลัวทำเค้าผิดกฏ เลวร้ายที่สุดเมื่อเจอข้าวกลางวัน..เห็ดผัดขิง BAN คับอาหารจานเดียวตอนเย็นก็เริ่มคิดว่า อย่างเพิ่งราดหน้านา เอาเป็นพรุ่งนี้แล้วกัน วันนี้ก๋วยเตี๋ยวสักอย่าง ก็คงดี ก็ได้ก๋วยเตี๋ยวหลอดมา ก็เป็นอันว่าโชคดี เพราะเมื่อว่าเพิ่งผัดซีอิ้ว แม้จะวันที่4แล้ว อาการนอนของเราก็ไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด แต่เริ่มมีแผ่เมตตาในวันนี้ เราก็คิอถึงแล้วก็ นอกจากญาติมิตรสหาย แล้วก็ให้พ่อเทพนะ ครบ100วันนิ ออแล้วให้ผู้ป่วยนี่ เราก็ให้พ่อแช้มป์เช่นกันๆ เพราะแม้ว่าจะหายแล้วก็ตามแต่ก็ยังรู้สึกที่อยากจะให้ วันที่5 กำลังใจหายไปไหนหมดวะเนี่ย นอนก็ไม่ค่อยจะหลับ ง่วง+ทำบัลลังค์ก็ไม่ค่อยดีนัก ยิ่งเหี่ยว เมื่อไหร่จะมีใครทักกูซักทีเนี่ย อยากคุยแล้วคับ และแล้วก็ได้พูด2ประโยคก็โอเคน่า.. แต่สุดท้ายก็คุยกับอาจารย์ ก็ได้รู้ว่าเราได้เห็นสิ่งบางสิ่ง กับตัวเอง เอาแล้วหละไฟติดแล้ว แล้วยิ่งได้ตอบคำถามต่ออีก5ประโยค ทำให้รู้ว่าเราเองปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีคนมองเราอยู่นะ สู้ตายคับ และแล้ว จุดpeak สุดของโครงการก็มาถึง ได้ฟังเรื่องพระในบ้าน เท่านั้นแหละ จากภูมิเดิมอยู่แล้วคราวนี้ ไปกันใหญ่เลย มันดีมากๆจนเราย้อนกลับมาดูตัวเองใหม่ บางคนก็คงรู้ว่าเราเองไม่เถียงกับที่บ้านเลย ฟังแล้ว รับ แล้วปฏิบัติตามหรือไม่ขึ้นกับเราเอง แล้วหลายต่อหลายอย่างเราก็..ทำให้ที่บ้าน แต่แล้วก็นะ มันทำให้รู้สึกว่าเอ๊ะ จริงแล้วเราก็ดื้ออยู่เหมือนๆกัน มีความรั้นอยู่ในตัว สุดท้าย..สำหรับเราน้ำตาก็คือคำตอบ คำตอบของคนที่พยายามบ่ายเบี่ยงสิ่งที่ตัวเอง ตัดสินใจมาแล้วเมื่อนานแสนนาน แต่แล้ว..ก็ยังไม่ยอมรับเรื่อยมา เราเลือกถูกแล้วแต่เราไม่กล้าจะยอมรับมันเอง ตัวเลือกของคนที่กตัญญู ที่ทำไปเพราะเราได้เลือกแล้ว แล้วทำไมเราต้องไม่ยอมรับมัน เริ่มกลับมาถามตัวเอง สุดท้ายเราก็รู้สึกว่า เรากลัวเองที่จะพูดหรือบอก แล้วจะเห็นว่าเป็นมุมมองโง่หรืองี่เง่า ทำไมไม่เลือกทางที่ตัวเองอยากจะเลือก เริ่มกลับมามองตัวเอง หลายๆอย่างที่ถ้าทำไปแล้ว มันถูกมันดีอย่างที่ป๊าม้า ว่า แต่เราก็ยังรั้น ทั้งๆที่ตอนนั้นก็เป็นคนพูดเรื่องที่ว่า พระคุณแม่แล้วคุณได้ตอบแทนอะไรกับแม่ สุดท้าย..ก็เหมือนพูดได้แต่ไม่ทำ ได้แต่รอ..รอ..แล้วก็รอ..คำพูดที่อยากจะฟังจากป๊าจากม้า ที่ไม่เคยได้ยิน แต่มันจะไปสำคัญอะไร ในเมื่อ...ตัวเราได้เลือกแล้วที่จะทำ ก็รู้สึกว่าเราหลอกตัวเองที่จะไม่ทำ ในบางเรื่องเราเองก็น่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่แล้วก็..ทำได้น้อยกว่าที่คิด ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่า เราเองก็เป็นเด็กดี แต่ยังดีไม่พอ ไม่พอที่จะเท่ากับสิ่งที่ป๊าที่ม้าให้เรา เพื่อนที่สนิทกับเราบางคนก็คงรู้ว่าเราพูดเสมอว่าถ้าไม่ได้แม่เรา เราก็คงไม่มีวันนี้ แต่เราพูดได้เพียงว่า แม่เลี้ยงเราให้เป็นคนเก่ง แต่เราเป็นคนดี เมื่อไหร่นะที่จะได้หมดห่วงจากเราเสียที ยิ่งระลึกว่าเราพูดผิดไป ถ้าวิธีการสอนไม่ดีจริง เราก็คงไม่ได้เป็นคนดีหนึ่งคนคนนี้ แล้วไม่ว่าเมื่อไหร่ ยังไงๆ คนที่เป็นแม่ก็ห่วงลูกเสมอ แม้ว่า..วินาทีสุดท้ายของชีวิต เราเสียใจมากจริงๆ มันมากเกินกว่าที่จะพิมลงspaceหรือพูดให้มันหมด ก็คง..ได้แต่ร้องไห้ในคืนนั้น เสียใจในคืนนั้น เราเชื่อว่าเราเป็นหนึ่งคนที่ร้องไห้มากที่สุด ในบรรดาโยคี.. ก็..คงไม่โกหกตัวเองเป็นอย่างที่เป็นนี่แหละ เดินได้ในทางที่ถูกแล้ว มัน..ก็ควรจะเป็นทางที่เดินต่อๆไป ในคืนนี้ก็ยังคงนอนไม่หลับอีกเช่นเคย o o" วันที่6 ก็ทำตัวตามปกติอย่างที่ปฏิบัติมา แต่เพิ่มบางอย่างเข้าไป คือทุกอย่างที่ทำ มันแผ่ส่วนกุศลให้ป๊าให้ม้านะ ตั้งใจ ทำให้ดี เพื่อป๊าเพื่อม้า ต้องทำได้สถานภาพจาก โยคุยก็กลับเป็นโยคีอีกครั้ง แล้ววันนี้ก็ยังง่วงค้างนิดหน่อยก็รายงานอาจารย์กลุ่มไป ก็..ทำให้นอนหลับได้ด้วยผ้าห่มอีก1ผืน ได้ปิดแอร์ตัวที่ตกใส่เรา พัดลมตัวที่เปิดให้เราก็ไม่เปิด ผลคือหลับสบายทีเดียว ข้าวเย็นก็ไม่พ้นก๋วยจั๊บ ตามสั่งเลยนะเนี่ย วันที่7 ตื่นมาพร้อมกับความสดชื่น ร่วมกับความกระดี้กระด้า พรุ่งนี้กลับ ได้ทำบัลลังค์เช้า อย่างไม่ชิว แล้วก็ทดสอบกับ บัลลังค์ที่ปฏิบัติเดี่ยว ทำได้ดีเกินคาด แต่วันนี้มีอาการวิงๆ คือนั่งแล้วรู้สึกตัวเองควง จะอ้วกเอา ชนิดว่าถ้าลุกไปแล้วคงหาห้องน้ำไม่ทัน ก็เลยฝืนนั่งสู้คงดีกว่าแหละ ก็เลยเอางั้นแล้วก็เลยไม่อาเจียน รอดตัวไป พอหมดบัลลังค์เดี่ยวก็เหลือบัลลังค์เช้าพรุ่งนี้อีกทีก็จบแล้ว คราวนี้แปลงสถานภาพ ตัวเองเป็นโยคุย 100%เต็ม ใครทักมาคุยดะ ไม่สนแล้ว แต่ก็พบว่า..คนที่ไม่คุยได้รางวัล แต่เราคุยไปแล้ววันที่5 อะ ช่างมันเหอะ!! ดีกว่าไม่มีกำลังใจปฏิบัติ เออ..เราอยากกินก๋วยเตี๋ยวอีกแล้วนะ แล้วเย็นนั้นได้บะหมี่หมูแดงเจ แน่นอนว่าไม่ใช่เจเกี๊ยว ก็ปิดท้ายด้วยการพูดเปิดใจ เราก็กลัวไม่มีอาสาสมัคร แหมเดี๋ยวเรียกหัวหน้าโยคีทำไงเนี่ย ก็แอบplotไว้คร่าวๆเกิดจำเป็นแหละ แบบที่เราขึ้นไปพูดปากเก่งได้ทุกทีในกรณีที่ฉุกเฉินก็ทำแบบนี้แหละ แล้วก็จบลง+การได้คุยฟรี1ชั่วโมงในห้องพัก แล้วก็นอน วันนี้8 ในที่สุกก็กลับบ้าน บัลลังค์เช้าชิวสุดๆ แต่กำหนดตามปกตินา ไม่ใช่ทนนั่งๆไปให้หมดเวลา แผ่เมตตาแล้วกินข้าว จากนั้นพักยาวพอควรเลย เราก็เอาเลยโทรหาเทพหวังว่าจะถามว่าเค้าแอบเรียกผู้ปกครองมาป่าว แล้วแม้ว่าจะเปลี่ยนเครื่องแล้วก็ตาม แต่..ยังpromotionเดิมๆ โทรไปไม่เคยรับ โทรกลับเมื่อสายไปแล้ว จบข่าว.. เราก็เอาแล้วสงสัยมาแน่นอน+มีคนมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากวันอาทิตย์บ้านเราว่าง ดังนั้นมาแน่ๆอะ 175% warantee ด้วยเหตุนี้เลยช่างมันเหอะ แล้วก็จริงดังคาด เขาก็ให้ไปกราบเท้าพ่อแม่แหละ เออ..เราก็กราบนะ จากนั้นก็โฆษณายุวพุทธิเล็กน้อย แล้วเชิญชวนการเป็นพี่เลี้ยง แล้วได้เวลาเผาโยคี ก็ตามstyleที่เอารูปหลุดๆมา โชคดีมากกกกกกกกกกกที่ไม่เอารูปเราตอนมัดผมมาลง เดวถ่ายออกมาแล้วให้ว่า หญิง/ชาย เราอาจเครียดได้ ยังดีที่ช่างกล้องเมตตา เอารูปดูดีๆ มาลง เลยรอดตัว แล้วก็กลับบ้านด้วยดี ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ก็..ไม่อยากพูดว่ากลับมาไม่ทันไรศีลก็ขาดเลย -*- ใครอ่านที่เราspoilแล้วอยากไปก็ขออนุโมทนาบุญด้วยอีกครั้งก็แล้วกัน ว่าแต่..ชวนกันไปหมดเลยดีไหมเนี่ย ออ..อันนี้ไม่อยากนินทาคนอื่นนะไม่งั้เยอะกว่านี้อีก แต่มันคงผิดศีลที่อาราทนาไว้มากกว่านี้ เอาว่าพอเหอะ ปล.ศีลที่ขาดนี่ ปานา นะไม่ใช่ กาเม 19 septembre ก้าวๆหนึ่ง ของ...ใครสักคนเรื่องหลายต่อหลายเรื่องที่ผ่านเข้ามา เมื่อมันผ่านเข้ามาเราก็ต้องเผชิญอย่างไม่อาจหลีกหนี
ขอโทษที่..เป็นผู้ชายที่ดีไม่พอ ดั่งที่..ต้องการ ขอโทษที่..ไม่ใช่คนที่แก้ปัญหาเป็น ทำให้ใครต่อใครต้องทะเลาะกัน ขอโทษที่..รักษาสัญญาให้ใครหลายต่อหลายคนไม่ได้ ผมคงเป็นคนที่ไม่เอาไหนสินะ..ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะไหน ในเมื่อเรา..ก็พูดไม่เก่งอย่างใครๆ ไม่มีคารมที่จะมาหว่านล้อม ไม่มีจิตวิทยาที่จะพูด เข้ากับใครก็ยาก อารมณ์ก็แปรปรวน ก็คงเป็นคนที่ไม่มีอะไรดีหรอกจริงไหม พอ..เราอยากเลิกแล้ว..ไม่อยากที่จะเจอกับปัญหา แต่..เมื่อหนีไม่ได้ ปัญหามันก็ดั่งคลื่นที่พัดเข้าฝั่ง เราไม่มีแรงที่จะหนีมันมาเอง ก็..คงได้แต่เปียกอยู่อย่างนี้ อยู่เรื่อยไป เมื่อไรนะ จะมีคลื่นลูกใหญ่พอที่จะกลืนกินเราลงไป กลบให้มิด ไม่ให้เหลือแม้แต่เศษซากความฝัน วันนั้นคงได้รู้ว่าการเริ่มจาก ศูนย์ มันเป็นอย่างไร เริ่มต้นที่จะสร้างใหม่ ไม่ใช่ เริ่มที่จะแก้ไข ตอนนี้..เราเปียกจนหนาวไปหมดแล้ว ลมก็โกรก แต่เราก็ยังนั่งอยู่ที่เดิมๆ นั่ง..ให้มันหนาวตายก็คงดี.. เส้นเชือก..หลายต่อหลายเส้น มันมัดเรา มัด..แล้วดิ้นเลยหมดแรง สุดท้าย..ก็เป็นได้แค่คนโง่..ที่ทำให้รัดแน่นขึ้น ทำไมนะ..ไม่มีเส้นไหนที่มันจะรัดคอเรา ให้เราหมดลมและล้มลงเสียที มีเพียง..รังแต่ให้เราทรมานก็เท่านั้น ตอนนี้มีที่ไหนบ้างหล่ะ ให้ผมได้ยืนอยู่ ได้อยู่ในอริยาบทที่สบายกว่าตอนนี้ มีเชือกก็เพียงหลวม หลบแดด ลม ได้ แม้จะหนาวก็ยังมีไฟให้ผิง ลากเราไปที อย่าให้สิ่งที่เราต้องทำ อย่าให้สิ่งที่เราต้องเป็น คือเชือกที่รัดเราเลย.. หรือ..โยนเราลงไปให้จมดิ่งให้ห้วงของทะเล ..จะได้ไม่ต้องเจอกับอะไรต่อมิอะไรเสียที เรา..ไม่อยากที่จะวางตัวเพื่อปิดบังความอ่อนแอของตัวเองอีกแล้ว เรา..เป็นได้แค่คนที่อ่อนไหวเท่านั้น พอแล้ว..กับสิ่งที่ผ่านมา อโหสิให้เรากับสิ่งที่ทำไม่ดี แล้วก็ช่วยสงเคราะห์เราทีแล้วกัน จะลากเราไปไหนก็ไปเถอะ แต่..เราไม่เอาแล้ว กับเชือกที่ผูกและมัดเราเช่นนี้ ขอบคุณ... ปล.น้ำตามันไม่ใช่คำตอบ..แต่ตอนนี้สำหรับเราน้ำตาคือคำตอบ 7 juin ตารางชีวิตเปิดเทอมเปิดมา3วันก็เหนื่อยแล้วหมดแรง เข้าสู่วันที่4บังเอิญมีวิชาไม่ต้องเรียนเลยมาอัพซะนี่
เปลี่ยนThemeแล้วดูทะมึนมากขึ้นดีไหมฮะ
เหมาะกับอารมณ์ตอนนี้เสียจริงๆ
หลายๆเรื่องที่ต้องพูดแต่พอคุยเข้าจริงๆแล้วก็พูดไม่ได้ เรา...ใจไม่แข็งพอสินะ
และเราก็คงอ่อนแอไปเช่นเดียวกัน กับคำว่าหวั่นไหว
เอาว่าเดวให้ดูตารางเรียนแล้วกันว่าจะนัดอาไรไปวันไหน
จันทร์
9-10 diff eq
10-11 bio chem
11-12 food proc
อังคาร
9-10 food nutr
10-11 gen micro bio
11-12 biot proc
13-16 lab biot proc
พุธ
9-10 diff eq
10-11 bio chem
11-12 food proc
13-16 lab micro พฤหัส
9-10 food nutr
10-11 gen micro bio
11-12 biot proc
13-16 eng ศุกร์
8-9 diff eq
9-10 food law
10-11 bio chem
11-12 food proc
13-16 lab bio chem
Oh shit กันเลยทีเดียว เลวร้ายมากกกกกก เรียนยัน4โมง4วัน ไรวะ เอาว่าเมตตาเราหน่อยนัดอาไรก็ดูนิดนึง
ก็...ไว้บ่นให้ฟังต่อวันหลังละกาน เริ่มเทอมใหม่ก็จะต้องเริ่มต้นใหม่(หวังว่าคงได้)
เริ่มที่จะเปลี่ยนบทบาทที่เป็น เริ่มที่จะพูดในเรื่องที่ควรจะพูดมาเมื่อนานแสนนาน
ปล.อยากกินเลี้ยงวันเกิดใครซักคนหว่ะ
ปล2.เอใครที่รู้ตัวว่ารยมากต่างชาติก็กลับมาเลี้ยงต้องรับเพื่อนๆก็ดีนะ(ใครในกลุ่มเราน่าจะรู้อยู่ ก็ไปคนเดียวเองนินา 555) |
||||
|
|